09 กุมภาพันธ์ 2556
หนังสือที่ถูกพับมุม
ตั้งแต่เด็กๆ เวลาผมอ่านหนังสือ ผมมักจะเป็นคนที่ชอบ "พับมุมหน้าหนังสือ" เสมอๆ ด้วยว่าในหน้านั้นๆมันมีประโยคเด็ดควรค่ากับการจดจำ ถ้าเป็นหนังสือเรียนก็มักจะต้องเพิ่มการขีดเส้นใต้ในประโยคเด็ดเข้าไปอีก ยัง ยังไม่พอ มีขีดสีสะท้อนแสงเข้าไปอีกที โอวว..ทำอย่างกับว่าสัญลักษณ์นี้มันจะทำให้จำได้มากขึ้นงั้นแหละ โดยความตั้งใจคือเป็นการเก็งข้อสอบ ว่าเรื่องสำคัญในหน้านี้ออกสอบแน่นอน ซึ่งการพับมุมหน้าหนังสือ ก็เพื่อสร้างร่องรอยให้เราหาง่ายๆ เวลากลับมาอ่านทบทวนใหม่อีกในครั้งต่อไป (ซึ่งมันก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตการอ่านหนังสือเรียน) เป็นเรื่อยมาจนถึงหนังสือแต่ง หนังสืออ่านเล่นทั้งหลาย เวลาอ่านผมมักจะพับในหน้าที่มีข้อความโดนใจโจ๋ แม่มม..ประโยคนี้เจ๋งว่ะ ขอยืม อืมๆ ขอพับหน้า..เอาไว้นะ เดี๋ยววันหลังมาอ่านท่อนนี้ใหม่ อะไรประมาณนี้
--------------------------------------------------
ที่ ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันมีเหตุจากการที่ผม ต้องการหนังสือเล่มหนึ่งถึงขีดสุด ว่าจะต้องหาอ่านให้ได้ภายในวันสองวันนี้ ไปหาที่ไหนก็หมด ในที่สุดก็ตัดสินใจไปงานหนังสือแห่งศูนย์สิริกิติ์ ที่มีคนแห่แหนกันไปซื้อหนังสือลดราคามหาศาล แน่นอนเช่นทุกปี บูธ a book ขวัญใจวัยโจ๋ เนืองแน่นไปด้วยสาวกวัยเรียนโดยเฉพาะสาวๆ ที่เบียดเสียดกันเลือกดูและซื้อหนังสือ ดูแล้วก็น่าภูมิใจแทนประเทศชาติเสียจริงๆ กว่าผมจะแทรกตัวเข้าไปได้ก็รอจังหวะอยู่นานทีเดียว (คือมีมารยาทครับ)
ผมถามหาหนังสือเล่มนั้นทันที
A book girl น้องสาวคนงามก็บอกว่า : หมดแล้วค่ะพี่
Anu Go On : อ้าวเหรอ..แล้วจะมีมาอีกไม๊
A book girl : ไม่มีแล้วอ่ะค่ะ หมดแล้ว
Anu Go On : โห..อุตสาห์มาอ่ะ ไม่มีมาอีกเหรอ
A book girl : อืม....คือจริงๆแล้วมันก็มีอยู่เล่มนึงค่ะ แต่มันมีหน้าที่พับ คือขายไปแล้ว เค้าเอามาเปลี่ยนคืน เค้าบอกว่ามีหน้าที่มันพับ เค้าไม่เอานะค่ะ
Anu Go On : เป็นยังไง มันอ่านได้ใช่ไหม แค่หน้ากระดาษมันพับใช่ป่ะ
A book girl : เนี่ยค่ะ / น้องสาวเปิดหน้านั้นให้ดู สังเกตุปก มีแปะชื่อ-ที่อยู่ คนที่ซื้อแล้วนำมาเปลี่ยนไว้ด้วย a book จริงใจต่อผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพจริงๆ
Anu Go On : อ๋อ...แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา หนังสือผมเอาไว้อ่านนี่ครับ งั้นผมเอาเล่มนี้เลยครับ แล้วลดราคาได้อีกไหมครับ
A book girl : หึ หึ ลดแล้วค๊า (....พร้อมกับหลบสายตา)
Anu Go On : ลดอีกไม๊ มีรอยพับหน้า
A book girl : …………
ตกลง ผมได้หนังสือเล่มนั้นและอีกเล่มของนักเขียนคนเดียวกันมาครอบครองสมใจอยาก ในราคาลดไปหลายบาท (ที่สามารถซื้อราเมนได้ 1 ชามเลยแฮะ อุอ่ะ อุอ่ะ ภูมิใจจริงๆ)
ผมไปที่สวนรถไฟ นั่งอ่าน เดินอ่าน นอนอ่าน และได้ใช้เวลาอ่านมันอย่างเป็นจริงเป็นจังมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ ได้ เพราะว่ามันสนุกจนวางไม่ลงเลยนะซิครับท่านๆ ใช้เวลาไปค่อนวัน ในที่สุดก็อ่านจบลง ด้วยความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้น.....
รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก น้ำตาซึมๆ มือสั่นๆ ตอนท้ายๆ แน่ะ หิวข้าวล่ะเซ่
แน่นอนสิ่งที่ได้รับ นอกจากรื่นรมณ์ในสำบัดสำนวณ บอกเล่าประสบการณ์ เรื่องราวของการมีเป้าหมายต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง"อิสระ"ใน ชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน ด้วยภาษาที่ชวนสนุกแล้ว ข้อคิดและวิธีการคิดเกี่ยวกับการสร้างวินัย เศรษฐศาสตร์ การบริหารเวลา สุขภาพ ความรักและครอบครัว ในแบบฉบับที่ต้องเจอกับตัวเท่านั้นที่สามารถบอกเล่าออกมาแบบนี้ได้ ช่างเป็นกลุ่มก้อนความคิดของคนในวัยทำงานช่วงอายุ 30+ ที่ผมเองก็กำลังเผชิญอยู่เสียด้วยซิ เหมือนโดนหมัดหนักๆต่อยมาที่หน้าอย่างจัง ต่อด้วยตุ๊ยท้องสองทีจนจุกเลยทีเดียว แต่ช้าก่อน...เราไม่ได้เชื่อข้อสรุปที่เป็นตัวอักษรอะไรง่ายดายขนาดนั้น ทุกอย่างมันต้องมาจากตัวเราเอง เพียงแต่บางข้อความมันกระแทกใจ เกินกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านสายตาและสมองไปเฉยๆได้ อย่างน้อยก็ทัศนคติเรื่อง "การใช้เงินและเวลา" เพราะแค่สองสิ่งนี้มันก็พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของผมให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะ
------------------------------------------
และ ถ้าเปรียบหนังสือเป็นดั่งชีวิตคนเรา การมีหน้ากระดาษที่ถูกพับมุม ไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า เป็นหนังสือที่มีตำหนิ ชีวิตมีข้อด้อย ไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม หากคลี่กระดาษที่รอยพับมุมนั้นออกมา แล้วเปิดใจอ่าน บางครั้งหน้านั้นทั้งหน้า อาจเป็นหน้าที่มีข้อความที่ถูกขีดเส้นใต้ และทับด้วยสีสะท้อนแสงก็เป็นได้ เพียงแต่ชีวิตจริงไม่เหมือนหนังสือ ตรงที่หนังสือสามารถย้อนกลับมาอ่านทบทวนใหม่ได้ แต่ชีวิตนั้น เวลามีแต่จะผ่านแล้วผ่านเลย แล้วยังไม่รู้จุดจบของชีวิตด้วยว่าจะอยู่ในหน้าไหน ......
------------------------------------------
และผมคาดว่า หนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” เล่มของผมนี้ คงจะขายต่ออีกไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะมันมีหน้าพับเพิ่มขึ้นอีกนับสิบหน้าเลยทีเดียว เหอๆ
ขอบคุณนักเขียนเจ้าของหนังสือสุดเจ๋งเล่มนี้ “ใบพัด” คุณภาณุมาศ ทองธนากุล (พี่ชายของโบ นักเรียนออกแบบชนาพัฒน์ CIDI 7 นี่เอง ^^ แฮะๆ เพิ่งรู้จากพี่ก้องมาอีกทีขอรับ ^^)
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ment มาเมื่อคิดถึงกัน