ตั้งแต่เด็กๆ เวลาผมอ่านหนังสือ ผมมักจะเป็นคนที่ชอบ
"พับมุมหน้าหนังสือ"
เสมอๆ ด้วยว่าในหน้านั้นๆมันมีประโยคเด็ดควรค่ากับการจดจำ
ถ้าเป็นหนังสือเรียนก็มักจะต้องเพิ่มการขีดเส้นใต้ในประโยคเด็ดเข้าไปอีก
ยัง ยังไม่พอ มีขีดสีสะท้อนแสงเข้าไปอีกที
โอวว..ทำอย่างกับว่าสัญลักษณ์นี้มันจะทำให้จำได้มากขึ้นงั้นแหละ
โดยความตั้งใจคือเป็นการเก็งข้อสอบ ว่าเรื่องสำคัญในหน้านี้ออกสอบแน่นอน
ซึ่งการพับมุมหน้าหนังสือ ก็เพื่อสร้างร่องรอยให้เราหาง่ายๆ
เวลากลับมาอ่านทบทวนใหม่อีกในครั้งต่อไป
(ซึ่งมันก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตการอ่านหนังสือเรียน)
เป็นเรื่อยมาจนถึงหนังสือแต่ง หนังสืออ่านเล่นทั้งหลาย
เวลาอ่านผมมักจะพับในหน้าที่มีข้อความโดนใจโจ๋ แม่มม..ประโยคนี้เจ๋งว่ะ
ขอยืม อืมๆ ขอพับหน้า..เอาไว้นะ เดี๋ยววันหลังมาอ่านท่อนนี้ใหม่
อะไรประมาณนี้
--------------------------------------------------
ที่
ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันมีเหตุจากการที่ผม
ต้องการหนังสือเล่มหนึ่งถึงขีดสุด ว่าจะต้องหาอ่านให้ได้ภายในวันสองวันนี้
ไปหาที่ไหนก็หมด ในที่สุดก็ตัดสินใจไปงานหนังสือแห่งศูนย์สิริกิติ์
ที่มีคนแห่แหนกันไปซื้อหนังสือลดราคามหาศาล แน่นอนเช่นทุกปี บูธ a book
ขวัญใจวัยโจ๋ เนืองแน่นไปด้วยสาวกวัยเรียนโดยเฉพาะสาวๆ
ที่เบียดเสียดกันเลือกดูและซื้อหนังสือ
ดูแล้วก็น่าภูมิใจแทนประเทศชาติเสียจริงๆ
กว่าผมจะแทรกตัวเข้าไปได้ก็รอจังหวะอยู่นานทีเดียว (คือมีมารยาทครับ)
ผมถามหาหนังสือเล่มนั้นทันที
A book girl น้องสาวคนงามก็บอกว่า : หมดแล้วค่ะพี่
Anu Go On : อ้าวเหรอ..แล้วจะมีมาอีกไม๊
A book girl : ไม่มีแล้วอ่ะค่ะ หมดแล้ว
Anu Go On : โห..อุตสาห์มาอ่ะ ไม่มีมาอีกเหรอ
A
book girl : อืม....คือจริงๆแล้วมันก็มีอยู่เล่มนึงค่ะ
แต่มันมีหน้าที่พับ คือขายไปแล้ว เค้าเอามาเปลี่ยนคืน
เค้าบอกว่ามีหน้าที่มันพับ เค้าไม่เอานะค่ะ
Anu Go On : เป็นยังไง มันอ่านได้ใช่ไหม แค่หน้ากระดาษมันพับใช่ป่ะ
A
book girl : เนี่ยค่ะ / น้องสาวเปิดหน้านั้นให้ดู สังเกตุปก
มีแปะชื่อ-ที่อยู่ คนที่ซื้อแล้วนำมาเปลี่ยนไว้ด้วย a book
จริงใจต่อผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพจริงๆ
Anu Go On : อ๋อ...แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา หนังสือผมเอาไว้อ่านนี่ครับ งั้นผมเอาเล่มนี้เลยครับ แล้วลดราคาได้อีกไหมครับ
A book girl : หึ หึ ลดแล้วค๊า (....พร้อมกับหลบสายตา)
Anu Go On : ลดอีกไม๊ มีรอยพับหน้า
A book girl : …………
ตกลง
ผมได้หนังสือเล่มนั้นและอีกเล่มของนักเขียนคนเดียวกันมาครอบครองสมใจอยาก
ในราคาลดไปหลายบาท (ที่สามารถซื้อราเมนได้ 1 ชามเลยแฮะ อุอ่ะ อุอ่ะ
ภูมิใจจริงๆ)
ผมไปที่สวนรถไฟ นั่งอ่าน เดินอ่าน นอนอ่าน
และได้ใช้เวลาอ่านมันอย่างเป็นจริงเป็นจังมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็
ได้ เพราะว่ามันสนุกจนวางไม่ลงเลยนะซิครับท่านๆ ใช้เวลาไปค่อนวัน
ในที่สุดก็อ่านจบลง ด้วยความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้น.....
รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก น้ำตาซึมๆ มือสั่นๆ ตอนท้ายๆ แน่ะ หิวข้าวล่ะเซ่
แน่นอนสิ่งที่ได้รับ นอกจากรื่นรมณ์ในสำบัดสำนวณ บอกเล่าประสบการณ์ เรื่องราวของการมีเป้าหมายต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง
"อิสระ"ใน
ชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน ด้วยภาษาที่ชวนสนุกแล้ว
ข้อคิดและวิธีการคิดเกี่ยวกับการสร้างวินัย เศรษฐศาสตร์ การบริหารเวลา
สุขภาพ ความรักและครอบครัว
ในแบบฉบับที่ต้องเจอกับตัวเท่านั้นที่สามารถบอกเล่าออกมาแบบนี้ได้
ช่างเป็นกลุ่มก้อนความคิดของคนในวัยทำงานช่วงอายุ 30+
ที่ผมเองก็กำลังเผชิญอยู่เสียด้วยซิ
เหมือนโดนหมัดหนักๆต่อยมาที่หน้าอย่างจัง
ต่อด้วยตุ๊ยท้องสองทีจนจุกเลยทีเดียว
แต่ช้าก่อน...เราไม่ได้เชื่อข้อสรุปที่เป็นตัวอักษรอะไรง่ายดายขนาดนั้น
ทุกอย่างมันต้องมาจากตัวเราเอง เพียงแต่บางข้อความมันกระแทกใจ
เกินกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านสายตาและสมองไปเฉยๆได้ อย่างน้อยก็ทัศนคติเรื่อง
"การใช้เงินและเวลา" เพราะแค่สองสิ่งนี้มันก็พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของผมให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะ
------------------------------------------
และ
ถ้าเปรียบหนังสือเป็นดั่งชีวิตคนเรา การมีหน้ากระดาษที่ถูกพับมุม
ไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า เป็นหนังสือที่มีตำหนิ ชีวิตมีข้อด้อย ไม่พร้อม
ไม่สมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม หากคลี่กระดาษที่รอยพับมุมนั้นออกมา
แล้วเปิดใจอ่าน บางครั้งหน้านั้นทั้งหน้า
อาจเป็นหน้าที่มีข้อความที่ถูกขีดเส้นใต้ และทับด้วยสีสะท้อนแสงก็เป็นได้
เพียงแต่ชีวิตจริงไม่เหมือนหนังสือ
ตรงที่หนังสือสามารถย้อนกลับมาอ่านทบทวนใหม่ได้ แต่ชีวิตนั้น
เวลามีแต่จะผ่านแล้วผ่านเลย
แล้วยังไม่รู้จุดจบของชีวิตด้วยว่าจะอยู่ในหน้าไหน ......
------------------------------------------
และผมคาดว่า หนังสือ
“การลาออกครั้งสุดท้าย” เล่มของผมนี้ คงจะขายต่ออีกไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะมันมีหน้าพับเพิ่มขึ้นอีกนับสิบหน้าเลยทีเดียว เหอๆ
ขอบคุณนักเขียนเจ้าของหนังสือสุดเจ๋งเล่มนี้ “ใบพัด” คุณภาณุมาศ ทองธนากุล
(พี่ชายของโบ นักเรียนออกแบบชนาพัฒน์ CIDI 7 นี่เอง ^^ แฮะๆ
เพิ่งรู้จากพี่ก้องมาอีกทีขอรับ ^^)