20 กุมภาพันธ์ 2556

Tomorrow starts today



10.37น.  Garden by the bay สวนพฤษศาสตร์แนวคิดใหม่แห่งล่าสุดของสิงคโปร์ ผมสังเกตเห็นหนุ่มน้อยรายนี้ มานั่งวาดรูปอะไรอยู่คนเดียว เลยเดินเข้าไปถามไถ่ดู ว่าโดดเรียนมาหรือไงไอ้น้อง   สรุปแล้วเจ้านี่มาคนเดียว วันนี้ไม่ไปโรงเรียน เค้าอยากวาดรูปภูเขาต้นไม้ ดอกไม้ น้ำตก  ถ้าพูดถึงศิลปะแบบเด็กๆ ถือว่าวาดดีพอใช้ แต่ด้วยความมุ่งมั่น และท่าทางตั้งใจเต็มเปี่ยม  ผมว่ามีใจรักทีเดียว  ขนาดน้ำตก ละอองน้ำ หมอกไอน้ำ กระจายเต็มไปหมดจนดูเปียกๆ เด็กนี่ก็นั่งวาดเฉยเลย  การทำอะไรที่อยากทำ มันคงสนุกและไม่รู้สึกถึงความลำบากเลยซินะ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
15.18น. Tomorrow starts today”
คือสโลแกนโฆษณาธนาคารแห่งหนึ่งในสิงคโปร์  ผมเห็นแล้วรู้สึกชื่นชอบเป็นที่สุด มันเป็นคำที่จบในตัวเอง แบบไม่ต้องแปลอะไรแล้ว
พลันคิดถึงหนุ่มน้อยคนนั้น ใครจะรู้ว่าอีกสิบกว่าปีข้างหน้าจะได้เป็นอะไร ได้ทำงานเกี่ยวกับวาดรูปหรือศิลปะแขนงใดหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เจ้านี่ก็ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำตั้งแต่วันนี้แล้ว  พรุ่งนี้หรืออนาคตมันก็ต้องได้อะไรดีๆขึ้นมาอย่างแน่นอน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
22.46น. คิดกับตัวเองดีๆอีกที ถ้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว ไม่อยากทำแล้ว ให้นึกถึงวันแรกๆ ที่เราได้ใช้พยายามทำมันอย่างถึงที่สุด   ถ้าเรานึกไม่ออก อาจเป็นเพราะวันนั้นเราทำมันด้วยใจที่ไม่เหน็ดเหนื่อย จนทำให้ไม่รู้สึกว่าต้องพยายามอะไร  หรือต้องเคี่ยวเข็ญอะไร บางทีความรู้สึกแบบนั้น เราเองที่มองข้ามไป ปล่อยผ่านเลยไป โดยที่     ไม่รู้ตัว

สิ่งนั้นเรียกว่าอะไรกัน  รักในสิ่งที่ทำ หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจอีก
จะรักหรือไม่รัก ไม่เป็นไร    เอาน่า แค่ทำมัน
พรุ่งนี้มันก็ต้องได้อะไรดีๆขึ้นมาอย่างแน่นอน
Tomorrow starts today

ปล. เอ๊ะหรือว่าไอ้เด็กนั่น โดดเรียนมาทำการบ้าน ซึ่งเพื่อนเค้าส่งกันไปหมดแล้ว

10 กุมภาพันธ์ 2556

ของใช้ l ใช้ของ



ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า เมื่อเวลาเราซื้อของใช้ใหม่ๆ ซึ่งมันมีมูลค่าสูงสักหน่อย  เรามักจะกลัวของสิ่งนั้นเสียหาย  เราจึงใช้อย่างระมัดระวังและดูแลรักษาอย่างดี เช่น นาฬิกา ห้ามโดนขีดข่วนเด็ดขาด หนังสือเล่มโปรด ห้ามยับ ห้ามเป็นรอย DVD เซ็ตพิเศษ ห้ามทำตก แผ่นนี่ห้ามเป็นรอย และแน่นอนที่สุด สิ่งของพวก Smartphone, Tablet และ Gadget ทั้งหลายที่เราดูแลดุจไข่ในหินกันเลยทีเดียว

หลายคนที่ชินอยู่กับ iPhone และ iPad ที่มีปลอกป้องกันรอย (Protective case) ที่หนาเทอะทะ ซึ่งตลอดระยะเวลาการใช้งานนับตั้งแต่ซื้อเครื่องมา  เราสัมผัสแต่ปลอกหุ้มตลอดเวลา น้อยครั้งมากที่เราจะได้สัมผัสกับพื้นผิวตัว body ของมันอย่างจริงๆ สักที ซึ่งถ้าใครใช้อยู่ก็ลองถอด cover มาถือเล่นดู  เราจะพบกับสัมผัสที่แปลกใหม่  รู้สึกถึงวัสดุและน้ำหนักที่แท้จริง  ดังที่นักออกแบบผลิตภัณฑ์ได้บรรจงเลือกสรรวัสดุอย่างพิถีพิถันและตั้งใจจะ ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสถึงคุณค่าของมันมากที่สุด

สำหรับผม ผมชอบสัมผัสของวัสดุในทุกๆผลิตภัณฑ์ของ Apple มากที่สุด คงไม่เวอร์ไปถ้าจะบอกว่าแค่ได้สัมผัส ก็รู้สึกถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาได้เลย  เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกสำหรับคนที่ใช้ iPhone พร้อม case หนาๆมา 4 ปี  แล้ววันหนึ่งก็ลองถอดมันออกมาใช้เพียวๆ  …….

จะว่าไปก็ไม่ได้ถือเป็นสาระอะไรมากมาย แค่ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้เราได้คิดว่า  คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งของต่างๆนั้น อยู่ที่ตัวของมันเอง อยู่ที่เรานำประโยชน์จากมันมาใช้ได้ทั้งหมดหรือไม่

หลายครั้งที่ซื้อหนังสือจากปก ที่ออกแบบเจ๋ง รูปเล่มสวย
หลายครั้งที่ซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอยากได้มาครอบครอง หลงใหลในรูปลักษณ์ เมื่อได้มาครอบครองก็หมดความตื่นเต้น ระดับความสนใจในการใช้งานลดลง จนบางครั้งกลายเป็นของประดับตู้ไปโดยปริยาย

ถ้าเป็นไปได้ ผมจะพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่เราซื้อหามาได้ ให้มากที่สุดอย่างที่มันควรจะเป็น  ไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัว ใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุดดีกว่า  เพราะสุดท้ายถ้าของใหม่มา เราก็ทิ้งของเก่า ไปหาของใหม่ที่ไฉไลกว่ามิใช่หรือ

09 กุมภาพันธ์ 2556

ของขวัญ...วันเด็ก


ตอนเด็กๆ ตั้งแต่ประถมถึงมัธยม ผมมักจะได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งวาดภาพ ในการประกวดศิลปะรายการต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งในระดับโรงเรียน ระดับจังหวัด และที่ภูมิใจสุดก็เป็นรางวัลระดับภูมิภาค ด้วยความสามารถในศิลปะนั้นเริ่มมาเมื่อไรไม่แน่ชัด อาจจะตั้งแต่อนุบาลที่คุณครูให้วาดรูประบายสี
เมื่อคุณครูเห็นแววว่าเข้าท่า ก็ส่งไปวาดโน่น วาดนี่อยู่ตลอด ภาพเริ่มแรกที่เด็กทุกคนหัดวาดก็คงได้แก่ ภูเขามียอด 2 ยอด พระอาทิตย์มีแฉกอยู่ตรงกลาง ก้อนเมฆลอยซ้ายขวา นกบิน 3-4 ตัว ต้นไม้ใหญ่  ทุ่งนา มีต้นข้าว บ้านชั้นเดียว หลังคาสามเหลี่ยม มีหน้าต่าง ประตูสี่หลี่ยม พ่อ แม่ ลูก นับเป็นรูปแบบยอดฮิตของเด็กๆต่างจังหวัดอย่างเราๆ แต่หัวข้อที่เป็นโจทย์สำหรับการแข่งขันศิลปะเด็กนักเรียนมากที่สุด ก็คือ “ในหลวงของเรา” ที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจนานัปการ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นด้านการเกษตร  การชลประทาน การพัฒนาน้ำและสิ่งแวดล้อม ปลูกป่า ส่งเสริมอาชีพ ลดการตัดไม้ทำลายป่า ฯลฯ

ครั้งหนึ่งสมัยประถมในงานของสำนักงานประถมศึกษาฯ  อาจารย์ที่เป็นคณะกรรมการมามุงดูและสอบถามว่า ด.ช.อนุกูล เธอได้แบบอย่างพระราชกรณียกิจต่างๆเหล่านี้มาจากที่ไหน ภาพในหลวงพระราชทานสิ่งของนี้ เธอเคยเห็นเหรอ ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่า “ผมคิดเองครับ” สักพักผมเข้าใจแล้วว่าทำไมครูถึงถาม ก็เพราะผมใส่พรมแดงไปในภาพซึ่งปกติในหลวงเสด็จในถิ่นทุรกันดารใดๆก็ตาม ไม่มีพรมแดง พระองค์ทรงเข้าถึงพสกนิกรโดยมิได้ถือพระองค์เลย ภาพต่อมาๆผมจึงไม่ใส่พรมแดงอีกเลย^^


ซึ่งตอนโตมา ผมก็มานั่งย้อนคิดไปว่า เราไปเอาไอเดียต่างเหล่านั้นมาจากที่ไหน หรือเราจินตนาการเอา ซึ่งคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เหมือนมันเป็นกลไกลในการวาดรูป ซึ่งเค้าเรียกกันว่า “พรสวรรค์” มั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่จดจำได้ขึ้นใจและรู้สึกผูกพันมาตลอด ก็คือ ภาพสมุดเล่มใหญ่สีน้ำตาล หน้าปกเป็นรูปในหลวงกำลังพระราทานสิ่งของแก่เด็กนักเรียนหญิงและครู จำได้ว่าได้รับแจกในงานวันเด็ก และมักจะมาพร้อมกับดินสอไม้สีน้ำตาล ภาพหน้าปกสมุดเล่มใหญ่นี่แหละที่เป็นภาพแรกๆที่เราใช้มาเป็นต้นแบบในการวาด รูป ประกอบกับรูปในหลวงในปฏิทินข้างฝาบ้าน ภาพข่าวในพระราชสำนักตอนสองทุ่ม       ที่ผมจะมานั่งดูกับย่าอยู่เสมอๆ  รวมถึงตอนเด็กๆผมเป็นเด็ก(ทำ)บอร์ด ที่โรงเรียนเป็นประจำ

วันเด็กสมัยนี้ ไม่รู้เค้าแจกอะไรกันนะครับ สมุดในหลวงแบบนี้คงไม่มีแจกแล้ว แต่เด็กๆทุกคนคงดีใจที่ได้รับของขวัญ เหนือสิ่งอื่นใด “โอกาสทางการศึกษา” ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต มากกว่าของขวัญใดๆ หากจะมีผู้ใหญ่คนใดจะให้ของขวัญแก่เด็กๆ ควรให้สิ่งที่จะช่วยพัฒนาและต่อยอดความรู้ สนับสนุนและให้โอกาสเด็กๆ ตามที่เค้าใฝ่ฝันกันนะครับ

ด.ช.อนุกูล โตขึ้นเธออยากเป็นอะไร
ผมอยากเป็นคนดีครับ (และใช้วิถีชีวิตตามอย่างพระราชดำรัสฯ สักข้อสองข้อก็ยังดีครับ)

หนังสือที่ถูกพับมุม



ตั้งแต่เด็กๆ เวลาผมอ่านหนังสือ ผมมักจะเป็นคนที่ชอบ "พับมุมหน้าหนังสือ" เสมอๆ ด้วยว่าในหน้านั้นๆมันมีประโยคเด็ดควรค่ากับการจดจำ ถ้าเป็นหนังสือเรียนก็มักจะต้องเพิ่มการขีดเส้นใต้ในประโยคเด็ดเข้าไปอีก ยัง ยังไม่พอ มีขีดสีสะท้อนแสงเข้าไปอีกที โอวว..ทำอย่างกับว่าสัญลักษณ์นี้มันจะทำให้จำได้มากขึ้นงั้นแหละ โดยความตั้งใจคือเป็นการเก็งข้อสอบ ว่าเรื่องสำคัญในหน้านี้ออกสอบแน่นอน ซึ่งการพับมุมหน้าหนังสือ ก็เพื่อสร้างร่องรอยให้เราหาง่ายๆ เวลากลับมาอ่านทบทวนใหม่อีกในครั้งต่อไป (ซึ่งมันก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตการอ่านหนังสือเรียน) เป็นเรื่อยมาจนถึงหนังสือแต่ง หนังสืออ่านเล่นทั้งหลาย เวลาอ่านผมมักจะพับในหน้าที่มีข้อความโดนใจโจ๋ แม่มม..ประโยคนี้เจ๋งว่ะ ขอยืม อืมๆ ขอพับหน้า..เอาไว้นะ เดี๋ยววันหลังมาอ่านท่อนนี้ใหม่ อะไรประมาณนี้

--------------------------------------------------

ที่ ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะมันมีเหตุจากการที่ผม ต้องการหนังสือเล่มหนึ่งถึงขีดสุด ว่าจะต้องหาอ่านให้ได้ภายในวันสองวันนี้ ไปหาที่ไหนก็หมด ในที่สุดก็ตัดสินใจไปงานหนังสือแห่งศูนย์สิริกิติ์ ที่มีคนแห่แหนกันไปซื้อหนังสือลดราคามหาศาล แน่นอนเช่นทุกปี บูธ a book ขวัญใจวัยโจ๋ เนืองแน่นไปด้วยสาวกวัยเรียนโดยเฉพาะสาวๆ ที่เบียดเสียดกันเลือกดูและซื้อหนังสือ ดูแล้วก็น่าภูมิใจแทนประเทศชาติเสียจริงๆ กว่าผมจะแทรกตัวเข้าไปได้ก็รอจังหวะอยู่นานทีเดียว (คือมีมารยาทครับ)
ผมถามหาหนังสือเล่มนั้นทันที
A book girl น้องสาวคนงามก็บอกว่า : หมดแล้วค่ะพี่
Anu Go On : อ้าวเหรอ..แล้วจะมีมาอีกไม๊
A book girl : ไม่มีแล้วอ่ะค่ะ หมดแล้ว
Anu Go On : โห..อุตสาห์มาอ่ะ ไม่มีมาอีกเหรอ
A book girl : อืม....คือจริงๆแล้วมันก็มีอยู่เล่มนึงค่ะ แต่มันมีหน้าที่พับ คือขายไปแล้ว เค้าเอามาเปลี่ยนคืน เค้าบอกว่ามีหน้าที่มันพับ เค้าไม่เอานะค่ะ
Anu Go On : เป็นยังไง มันอ่านได้ใช่ไหม แค่หน้ากระดาษมันพับใช่ป่ะ
A book girl : เนี่ยค่ะ / น้องสาวเปิดหน้านั้นให้ดู สังเกตุปก มีแปะชื่อ-ที่อยู่ คนที่ซื้อแล้วนำมาเปลี่ยนไว้ด้วย a book จริงใจต่อผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพจริงๆ
Anu Go On : อ๋อ...แค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา หนังสือผมเอาไว้อ่านนี่ครับ งั้นผมเอาเล่มนี้เลยครับ แล้วลดราคาได้อีกไหมครับ
A book girl : หึ หึ ลดแล้วค๊า (....พร้อมกับหลบสายตา)
Anu Go On : ลดอีกไม๊ มีรอยพับหน้า
A book girl : …………

ตกลง ผมได้หนังสือเล่มนั้นและอีกเล่มของนักเขียนคนเดียวกันมาครอบครองสมใจอยาก ในราคาลดไปหลายบาท (ที่สามารถซื้อราเมนได้ 1 ชามเลยแฮะ อุอ่ะ อุอ่ะ ภูมิใจจริงๆ)
ผมไปที่สวนรถไฟ นั่งอ่าน เดินอ่าน นอนอ่าน และได้ใช้เวลาอ่านมันอย่างเป็นจริงเป็นจังมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ ได้ เพราะว่ามันสนุกจนวางไม่ลงเลยนะซิครับท่านๆ ใช้เวลาไปค่อนวัน ในที่สุดก็อ่านจบลง ด้วยความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้น.....

รอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก น้ำตาซึมๆ มือสั่นๆ ตอนท้ายๆ แน่ะ หิวข้าวล่ะเซ่


แน่นอนสิ่งที่ได้รับ นอกจากรื่นรมณ์ในสำบัดสำนวณ บอกเล่าประสบการณ์ เรื่องราวของการมีเป้าหมายต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง"อิสระ"ใน ชีวิตการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน ด้วยภาษาที่ชวนสนุกแล้ว ข้อคิดและวิธีการคิดเกี่ยวกับการสร้างวินัย เศรษฐศาสตร์ การบริหารเวลา สุขภาพ ความรักและครอบครัว ในแบบฉบับที่ต้องเจอกับตัวเท่านั้นที่สามารถบอกเล่าออกมาแบบนี้ได้ ช่างเป็นกลุ่มก้อนความคิดของคนในวัยทำงานช่วงอายุ 30+ ที่ผมเองก็กำลังเผชิญอยู่เสียด้วยซิ เหมือนโดนหมัดหนักๆต่อยมาที่หน้าอย่างจัง ต่อด้วยตุ๊ยท้องสองทีจนจุกเลยทีเดียว แต่ช้าก่อน...เราไม่ได้เชื่อข้อสรุปที่เป็นตัวอักษรอะไรง่ายดายขนาดนั้น ทุกอย่างมันต้องมาจากตัวเราเอง เพียงแต่บางข้อความมันกระแทกใจ เกินกว่าที่จะปล่อยให้ผ่านสายตาและสมองไปเฉยๆได้ อย่างน้อยก็ทัศนคติเรื่อง "การใช้เงินและเวลา" เพราะแค่สองสิ่งนี้มันก็พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของผมให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะ

------------------------------------------

และ ถ้าเปรียบหนังสือเป็นดั่งชีวิตคนเรา การมีหน้ากระดาษที่ถูกพับมุม ไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งบอกว่า เป็นหนังสือที่มีตำหนิ ชีวิตมีข้อด้อย ไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม หากคลี่กระดาษที่รอยพับมุมนั้นออกมา แล้วเปิดใจอ่าน บางครั้งหน้านั้นทั้งหน้า อาจเป็นหน้าที่มีข้อความที่ถูกขีดเส้นใต้ และทับด้วยสีสะท้อนแสงก็เป็นได้ เพียงแต่ชีวิตจริงไม่เหมือนหนังสือ ตรงที่หนังสือสามารถย้อนกลับมาอ่านทบทวนใหม่ได้ แต่ชีวิตนั้น เวลามีแต่จะผ่านแล้วผ่านเลย แล้วยังไม่รู้จุดจบของชีวิตด้วยว่าจะอยู่ในหน้าไหน ......

------------------------------------------

และผมคาดว่า หนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย” เล่มของผมนี้ คงจะขายต่ออีกไม่ได้แล้วล่ะครับ เพราะมันมีหน้าพับเพิ่มขึ้นอีกนับสิบหน้าเลยทีเดียว เหอๆ

ขอบคุณนักเขียนเจ้าของหนังสือสุดเจ๋งเล่มนี้ “ใบพัด” คุณภาณุมาศ ทองธนากุล (พี่ชายของโบ นักเรียนออกแบบชนาพัฒน์ CIDI 7 นี่เอง ^^ แฮะๆ เพิ่งรู้จากพี่ก้องมาอีกทีขอรับ ^^)

Unknown Cafe ร้านที่ไม่รู้จัก



ท่ามกลางอากาศร้อน แสงแดด ยามบ่ายแก่ๆ ในวันว่างๆวันหนึ่ง ผมออกเดินไปตามถนนที่ไม่รู้จักชื่อ ลัดเลาะไปตามตรอก ซอกซอย ที่ผมเองก็คาดเดาไม่ได้ว่าจะได้เจออะไร ในเมืองที่ผมก็เพิ่งได้มาครั้งแรก ผมไม่ได้เตรียมอ่านข้อมูลอะไรมาด้วยซ้ำ เพียงแค่อยากออกมาเดินคนเดียว มาหาประสบการณ์แปลกใหม่ ในที่ที่ไม่เคยมา ผู้คนมากมายเดินไปเดินมาโดยที่เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ถนนหนทาง รถรา ป้ายกฎระเบียบ ป้ายโฆษณา  ร้านค้า ร้านกาแฟ  ร้านอาหาร ภาษา ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับผม


สีสันของร้านกาแฟเล็กๆเก่าๆร้านหนึ่ง ดึงดูดให้ผมเข้ามาพักเหนื่อย และค้นหาอะไรบ่างอย่าง สถานที่นี้คงจะเป็นที่พบปะพูดคุยของคนที่นี่มานานนับสิบๆปี ทันทีที่ผมเข้ามา สายตาของสมาชิกเดิมที่ทอดมองมาทักทาย ทำให้ผมรู้ว่าผมคงดูแปลกแยกจนผู้คนสนใจ แต่ไม่ซินะ กล้องติดเลนส์ตัวใหญ่ที่ผมถือถ่ายโน่นถ่ายนี่ต่างหาก ที่ดูจะเป็นสิ่งขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่  ผมแก้เขินโดยการสั่งเครื่องดื่มทีไม่รู้จักมาดับกระหาย  หามุมที่นั่งที่เป็นส่วนตัวมุมหนึ่งของร้าน นั่งมองสิ่งรอบตัวเพลินๆ ไม่พลาดที่จะแอบถ่ายบรรยากาศของร้าน หยิบเอาขนมที่ไม่รู้จัก ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านป้าข้างทางที่เดินผ่านมาเมื่อครู่ ออกมาทดลองกินดู แป้งมันดูเหนียวๆ รสชาติที่ดูแปลกๆ   ซักหน่อย แต่ได้เครื่องดื่มเย็นๆเปรี้ยวๆ ก็พอทำให้บ่ายวันนี้มีอะไรตกถึงท้องบ้าง

มุมหนึ่งของร้าน ลุงแก่ๆคนหนึ่งที่ไม่รู้จักยังคงนั่งเขียนหนังสือพร้อมผ่อนคลายกับการสูบบารากู่  ของแกไปอย่าเงียบๆ อย่างไม่สนใจสมาชิกใหม่ที่แปลกแยกอย่างผม

วันนี้ผมไม่ได้เอาหนังสือที่รู้จักมาอ่านผมไม่ได้นัดใครที่รู้จักมาคุยด้วยผมไม่ได้เอาเพลงที่คุ้นเคย ฟังแล้วฟังอีกมาฟัง

ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  ผ่าน “สิ่งที่ไม่รู้จัก” บางทีมันก็ทำให้เราได้รู้ว่า         เราไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเลยก็ได้  แต่เราก็สามารถมีส่วนร่วม และรับรู้โลกใบที่เราไม่รู้จักนั้นได้

 .... ถ้ามีเวลาว่าง ผมไม่พลาดที่จะหาโอกาส เดินทางออกไปทำความรู้จัก “ร้านที่ไม่รู้จัก”

Untitle

- - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - -

ณ ดินแดนที่แสงแดดร้อนระอุกว่าสามสิบสององศาฯ ในทะเลทราย ที่ที่ไม่มีต้นไม้ ไม่มีร่มเงา ให้เย็นใจได้เลย

พี่ยามหน้าเหี้ยม พร้อมเจ้าสมุนตัวเก่ง ยืนประจำตำแหน่งหน้าทางเข้าปิรามิด
ร้อนแค่ไหน ตลอดทั้งวัน พี่แกยังคงปฎิบัติหน้าที่อย่างขมักเขม้น



สิ่งที่เห็น ไม่ใช่เเพงกำแพงอิฐที่มีเงาตกกระทบ คนยิ้ม หมาสนุก หรือมิตรภาพ อะไรก็แล้วแต่ที่จะสรรหามาอธิบาย

แต่ผมเรียกมันว่า "ความสุขใจ"

ความสุขใจเกิดขึ้นโดยไม่มีหน้าที่ ไม่มีใครบังคับ
เพราะบางทีมันแอบมาหาเราตลอดเวลา อยู่เรื่อยๆ รายล้อมรอบตัว
หลายครั้งที่เราบ่นว่า ไม่เห็นสนุกเลย เซง ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ไม่มีกำลังใจว่ะ เหวงๆ
หลายครั้งที่เราตัดสินอย่างโง่ๆว่า ไม่มีความสุขเลย

ความสุขเกิดได้ง่ายๆ ด้วยใจ

เพียงแต่ความผิดพลาดนั้น
....คงอยู่ที่เรา ที่ไม่เห็นมัน

เอ่อ..จริงๆแล้วต้องเรียกว่า ไม่รู้สึกถึงมันต่างหาก


- - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - -

ณ สี่แยกที่ไหนสักแห่ง ที่แสงแดดร้อนระอุกว่าสามสิบสององศาฯ ในเดือนเมษายน ดินแดนที่มีร่มเงาของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ ให้พักพิงมากว่า 60 ปี แผ่นดินที่พร้อมด้วยความสุข สงบสุข ร่มเย็น

เหล่าเสื้อแดงยังคง ปรัก หลัก อยู่ต่อไป เสียงนกเอี้ยงร้องกันเจี๊ยวแจ๊ว

- - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - -

คงมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง



ปล. สังคมจะมีแต่มิตรภาพ ถ้าให้เพื่อนยืม 100 (แล้วลืม)

ความสุขเกิด ... แรงบันดาลใจก็เกิด